counter 13,654

รับมือ 9 เดือนที่เปลี่ยนแปลง


โดย กองบรรณาธิการนิตยสารรักลูก

จะบอกว่าไม่ต้องวิตกกังวลไปเลย ของอย่างนี้เข้าตำราใครไม่ท้องก็ไม่รู้หรอก ใช่ค่ะ รักลูกก็เลยไม่ห้าม แต่หาวิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทั้ง 9 เดือนมาฝาก แบบว่ารู้ไว้ก่อนจะได้ปรับตัวปรับใจถูก ช่วยให้สบายใจสบายกายขึ้นไงคะ
เดือนที่ 1
คุณแม่จะรู้สึกอ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน คัดเต้านม อารมณ์แปรปรวนง่าย คล้ายภาวะก่อนมีประจำเดือน เช่น หงุดหงิด ร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ สับสนปะปนกันระหว่างความกลัว ตื่นเต้น และความสุข ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้เป็นมากหรือน้อยในแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
หากิจกรรมเพื่อให้ตัวเองรู้สึกผ่อนคลาย ออกกำลังกายตามความเหมาะสม นอนหลับให้มากขึ้น ดูแลความสะอาดปากและฟันอยู่เสมอ กินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนสูง ย่อยง่าย กินให้บ่อยมื้อขึ้น อาหารว่างที่ดีในระหว่างนี้คือ ขนมปังกรอบ และผลไม้ค่ะ ดื่มน้ำมากขึ้นแต่ไม่ควรดื่มในปริมาณมากๆ หลังอาหารทันที เพราะอาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง
** ลูกน้อยของคุณจะสร้างปราสาทไขสันหลังและกระดูกสันหลังรวมทั้งเส้นประสาทแล้วนะคะ
ทั้งคุณแม่และคุณพ่อจะทั้งดีใจ ตื่นเต้น สับสนและกังวลเกี่ยวกับลูก ดังนั้นควรปรึกษาและตกลงกันในเรื่องต่างๆ ให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ นะคะ เทคนิคการผ่อนคลายง่ายๆ เช่น การฝึกโยคะ การฝึกสมาธิ เป็นต้น
เดือนที่ 2
คุณแม่จะรู้สึกเหนื่อย อ่อนเพลียและใช้เวลานอนมากขึ้น ปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน เวียนศีรษะ เป็นลมบ่อยๆ ท้องผูก ท้องอืดเฟ้อ เต้านมขยายใหญ่และตึงคัด หัวนมขยายและมีสีคล้ำขึ้น อารมณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงง่ายค่ะ
ควรกินอาหารให้ครบทุกหมู่และได้สัดส่วน ในสัปดาห์ที่ 8 คุณแม่จะต้องการแคลเซียมเป็น 2 เท่าของภาวะปกติ หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้ท้องอืดหรือย่อยยาก ดื่มน้ำให้มาก งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งดอาหารดิบ อาหารรสจัด ของหมักดอง งดน้ำอัดลมเพราะจะไปเพิ่มก๊าซในกระเพาะทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อง่ายค่ะ ไม่ควรยกหรือหิ้วของหนัก ออกกำลังกายด้วยการเดินได้ทุกวัน
** สัปดาห์ที่ 5-6 ทารกเริ่มมีการสร้างหัวใจ ตาและแขน แต่ยังฟังเสียงหัวใจไม่ได้นะคะ และเมื่อครบ 2 เดือน อวัยวะต่างๆ เช่น สมอง ตับ หัวใจ กระเพาะ นิ้ว มือ หู และอวัยวะเพศจะพัฒนา เด็กจะมีขนาด 1 นิ้วค่ะ
คุณแม่ควรออกไปเดินเล่น ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ ถักนิตติ้ง เพื่อเป็นการผ่อนคลายความกังวลต่างๆ คุณพ่ออาจจะยังไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรดีเพื่อช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องของคุณแม่ เพราะฉะนั้นคุณแม่ต้องบอกคุณพ่อนะคะว่าอยากให้ช่วยในเรื่องใดบ้าง
เดือนที่ 3
ช่วงนี้เส้นเลือดที่เต้านม ท้อง ขา ของคุณแม่จะเริ่มขยาย ท้องเริ่มโต หิวบ่อยและกินจุ ท้องผูก ปวดศีรษะเป็นครั้งคราว อาการแพ้ท้องจะทุเลาลงบ้าง แต่ยังคงหงุดหงิดอ่อนไหวง่าย เหงื่อออกง่ายกว่าปกติเพราะระบบการเผาผลาญในร่างกายสูงขึ้น
ควรดื่มน้ำมากๆ และกินอาหารที่มีกากใยทุกมื้อ แต่ไม่ควรกินอย่างเร่งรีบนะคะ พยายามอาบน้ำบ่อยๆ ควรใช้ฝักบัวแทนการนอนแช่ในอ่างน้ำ เพื่อป้องกันการลื่นล้มและป้องกันการติดเชื้อหากอ่างไม่สะอาดพอ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แต่ต้องระวังไม่นอนมากเกินไปเพราะจะทำให้ปวดศีรษะได้ควรฝึกหัดออกกำลังกายในระหว่างตั้งครรภ์ด้วยค่ะ
** เจ้าตัวเล็กมีอวัยวะครบถ้วนแล้วค่ะ เริ่มมีการขยับแขน ขา ศีรษะ อ้าปากและหุบปากได้ แต่คุณแม่จะยังไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหว
คุณแม่และคุณพ่อควรเข้ารับการอบรมขณะตั้งครรภ์ โดยเลือกการอบรมที่มีเนื้อหาและกิจกรรมตรงกับความสนใจของคุณให้มากที่สุดค่ะ
เดือนที่ 4
คุณแม่จะหิวเก่งตามครรภ์ที่แก่ขึ้น อาการปัสสาวะบ่อย คัดเต้านมจะลดลง แต่ยังคงแน่นท้อง ท้องผูก ปวดศีรษะเป็นครั้งคราว อาการที่เพิ่มขึ้นมาคือคัดจมูก เลือดกำเดาไหล หูอื้อ หลังเท้าบวมเล็กน้อย เส้นเลือดขอดที่ขา อาจมีริดสีดวงทวาร จะลุกนั่งต้องระวังนะคะเพราะจะมีอาการเป็นลมหน้ามืดบ่อยขึ้นโดยเฉพาะเวลาเปลี่ยนอิริยาบท ยังคงมีอารมณ์อ่อนไหวแปรปรวนค่ะ
น้ำหนักตัวควรเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ที่กำหนด คุณแม่อาจนวดเบาๆ บริเวณหน้าท้อง รอบบั้นเอว สะโพกและหน้าขาทั้งสองข้างทุกวันหลังอาบน้ำเช้าเย็น เพื่อป้องกันการแตกของผิวหนังค่ะ ควรกินอาหารที่มีกากใยและดื่มน้ำมากๆ กินแร่ธาตุเสริมตามคำแนะนำของแพทย์ และอย่าลืมออกกำลังกายตามความเหมาะสมนะคะ
** ลูกน้อยเริ่มมีขนตาและขนคิ้ว มีขนอ่อนขึ้นทั่วตัวและใบหน้า สามารถลืมตา กลืนน้ำ มีการเคลื่อนไหวซึ่งคุณแม่จะเริ่มรู้สึกได้ค่ะ ระยะนี้เด็กจะมีขนาดยาว 8-10 นิ้วค่ะ
อย่าปล่อยให้คุณแม่นวดตัวเองอยู่คนเดียวนะคะ เพราะการนวดเป็นอีกวิธีหนึ่งที่คุณพ่อน่าจะได้เรียนรู้ เพื่อช่วยให้คุณแม่รับมือกับกับการเจ็บท้องคลอดได้ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแสดงความรักที่มีต่อกัน เพราะคุณแม่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างที่เปลี่ยนไปค่ะ
เดือนที่ 5
คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าเด็กมีการเคลื่อนไหวมากขึ้น ภูมิต้านทานโรคจะถูกส่งผ่านจากคุณแม่ไปสู่ลูก ซึ่งจะทำให้เจ้าตัวเล็กไม่ป่วยง่ายในสัปดาห์แรกๆ หลังคลอดค่ะ
คุณแม่จะมีตกขาวมากขึ้น ท้องผูก อาหารไม่ย่อย มีลมในช่องท้อง คัดจมูกเลือดกำเดาออก เป็นตะคริวที่ขา บวมที่ตาตุ่มและเท้า บางครั้งมือและหน้าก็บวมด้วยค่ะ หลอดเลือดขอดที่ขา ชีพจรเต้นเร็วขึ้น ปวดหลัง อาจมีน้ำนมใสไหลจากเต้านมให้ซับออกและอย่าบีบออกมาอีก อารมณ์แปรปรวนเริ่มลดลงแล้วค่ะ แต่อาจเกิดขึ้นได้เป็นครั้งคราว
คุณแม่ควรพักผ่อนให้เพียงพอนะคะ อย่าพยายามใช้หลังมากเกินไป ควรสวมรองเท้าส้นเตี้ย และหากมีอาการเป็นลมหรือเวียนศีรษะบ่อยๆ ควรแจ้งให้แพทย์ผู้ดูแลทราบ เพราะอาจต้องตรวจสาเหตุอื่นด้วยค่ะเช่น ภาวะเลือดจาง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด หลีกเลี่ยงการยืนนานๆ สวมเสื้อผ้าที่สามารถเคลื่อนไหวได้สะดวก รวมทั้งชุดชั้นในก็ไม่ควรรัดตึงจนเกินไป ลดของหวานและควรกินอาหารที่มีแคลเซียมตามปริมาณที่กำหนดค่ะ
** ลูกน้อยเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วค่ะ มีความยาว 10-12 นิ้ว หนักครึ่งกิโลกรัม อวัยวะก็ทำงานได้เต็มที่
คุณแม่ควรจะไปเที่ยวพักผ่อนเพื่อคลายความเครียด และความเพลิดเพลินบ้างนะคะ ใช้เวลาสบายๆ เที่ยว 2-3 ชั่วโมงสลับกับการนอนพัก ไม่ควรใช้เวลาตลอดวันในการเดินทางค่ะ
เดือนที่ 6
น้ำหนักตัวคุณแม่อาจเพิ่มขึ้นเร็วมากในเดือนนี้และเดือนถัดไป รู้สึกปวดถ่วงท้องน้อย ท้องผูกมากขึ้น จุกแน่นที่ยอดอก เนื่องจากอาหารไม่ย่อย ปวดศีรษะเป็นครั้งคราว อาจจะมีเลือดกำเดาออก หูอื้อ หิวบ่อย เลือดออกตามไรฟัน บวมที่หน้า เท้าและมือ หลอดเลือดขอดที่ขา ริดสีดวงทวาร คันผิวหน้าหนังท้อง ปวดหลัง เต้านมขยายใหญ่ อาจมีเหงื่อมากและมักรู้สึกร้อน อารมณ์ยังไม่คงที่ เริ่มเบื่อหน่ายภาวะการตั้งครรภ์ วิตกกังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
นอนพักผ่อนให้เพียงพอและไม่ควรนอนหงาย ท่านอนที่เหมาะสมคือนอนตะแคงข้างค่ะ ไม่ควรนั่งหรือยืนในท่าเดียวเป็นเวลาติดต่อกันนานๆ ควรเพิ่มอาหารว่างระหว่างมื้อตามความเหมาะสม ดื่มน้ำมากๆ ไม่ควรกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน ออกกำลังกายอย่างนุ่มนวลเป็นประจำ ฝึกหัดการผ่อนคลายและฝึกการหายใจ อย่าห้อยขาลงต่ำและพยายามยกขาสูงเท่าที่จะมีโอกาสนะคะ
** ระบบประสาทของลูกน้อยเริ่มทำงาน มีการสร้างต่อมเหงื่อที่ผิวหนัง เจ้าตัวเล็กไอและสะอึกเป็นแล้วนะคะ และจะดูเหมือนคนตัวเล็กมีความยาว 11-14 นิ้วค่ะ
คุณแม่น่าจะได้ไปพบปะกับกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ด้วยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อมูลต่างๆ เพื่อลดความกังวลเรื่องการเจ็บคลอด จะทำให้เกิดการรับรู้ว่าตนเองจะคลอดด้วยความปลอดภัย คุณพ่อก็สามารถมีส่วนร่วมได้ค่ะ
เดือนที่ 7
คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าลูกน้อยดิ้นแรงและสม่ำเสมอมากขึ้น ตกขาวเพิ่มมากขึ้น ปวดถ่วงท้องน้อย ท้องผูก มีลมในกระเพาะอาหาร ปวดศีรษะเป็นบางครั้ง เป็นลมและตาพร่า ปวดแน่นจมูกและอาจมีเลือดกำเดาออก เลือดออกตามไรฟัน เป็นตะคริวที่ขา ปวดหลัง บวมที่ข้อเท้าและหลังเท้า หายใจลำบาก นอนไม่หลับ อุ้ยอ้ายเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย มีน้ำนมเหลืองไหลซึมออกทางหัวนม คุณแม่จะเริ่มมีจินตนาการเกี่ยวกับลูกในท้องมากขึ้น
ควรพักผ่อนให้เพียงพอในเวลากลางวันและเข้านอนแต่หัวค่ำค่ะ
** สมองส่วนที่ใช้คิดของลูกกำลังเพิ่มขนาดและการทำงานอยู่ค่ะ ลูกน้อยจะออกกำลังโดยการเตะ และยืดตัว ช่วงนี้มีความยาว 15 นิ้วค่ะ
ช่วงนี้คุณแม่มักฝันถึงเจ้าตัวเล็กบ่อยๆ การที่คุณพ่อรับฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับจินตนาการและความฝันของคุณแม่ จะช่วยให้ทราบความรู้สึกที่แท้จริงของคุณแม่ และช่วยบรรเทาความเครียดให้คุณแม่ด้วยค่ะ
เดือนที่ 8
ช่วงนี้คุณแม่จะสูญเสียการทรงตัวและอุ้ยอ้ายมากขึ้น น้ำนมเหลืองซึมเปื้อนออกทางหัวนม สะดือจะถูกดันจนราบหรือจุ่นในบางราย แต่ไม่ต้องกังวลไปนะคะเพราะจะกลับเหมือนเดิมหลังคลอดค่ะ กระดูกเชิงกรานจะเริ่มขยายบริเวณข้อต่างๆ เพื่อเตรียมสำหรับการคลอด ซึ่งอาจทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายได้ การนั่งท่าเอนกึ่งนอนจะช่วยบรรเทาความอึดอัดได้ค่ะ
คุณแม่อาจมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อย การเจ็บครรภ์ และการคลอด จะตื่นเต้นเพราะใกล้กำหนดคลอดจริงๆ การนอนตะแคงข้างจะช่วยให้การหายใจดีขึ้นและหลับได้นานขึ้น อย่ากังวลถ้ายังนอนไม่หลับเพราะเป็นเรื่องธรรมดาของระยะนี้ ถ้ายังไม่เคยเข้าร่วมการอบรมขณะตั้งครรภ์ ควรเริ่มได้แล้วนะคะ
** สมองของลูกพัฒนาเต็มที่ เส้นประสาทก็ทำงานได้เต็มที่แล้วค่ะ สามารถรับรู้ได้ว่ามืดหรือสว่าง และอาจกลับตัวเอาหัวลงล่าง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด เด็กจะมีความยาว 16-18 นิ้ว หนักประมาณ 2 กิโลกรัมค่ะ
คุณพ่อและคุณแม่ควรเรียนรู้บทบาทใหม่ร่วมกัน แสดงความใส่ใจกันและกันเพิ่มขึ้น โดยอาจไปเดินเล่นด้วยกัน 2 ึคน ไปซื้อของที่จำเป็นสำหรับลูกน้อยด้วยกัน เป็นต้น
เดือนที่ 9
ช่วงนี้ความแรงจากการดิ้นของทารกในครรภ์จะลดลง เนื่องจากความจำกัดของพื้นที่ของมดลูก ตกขาวเพิ่มมากขึ้นและมีลักษณะเป็นมูกข้น บางครั้งจะมีเลือดจางๆ โดยเฉพาะหลังการตรวจภายใน อาการปวดแสบยอดอก เป็นตะคริวที่ขาเวลากลางคืน ปวดหลังรุนแรงขึ้น แต่จะรู้สึกว่าหายใจดีขึ้น เนื่องจากทารกในครรภ์กลับหัวลงมาอยู่ในช่องเชิงกราน ปวดปัสสาวะบ่อยขึ้นเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะถูกกดจากศีรษะของทารก นอนไม่หลับหรือหลับได้ไม่นาน
อาการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อมดลูกมากและแรงขึ้น บางครั้งจะมีอาการเจ็บร่วมด้วย (เป็นการเจ็บเตือนค่ะ) คุณแม่จะเคลื่อนไหวร่างกายลำบากและต้องระวังมากเพราะจะหกล้มง่าย มีน้ำนมเหลืองไหลออกมามากขึ้น หิวบ่อยกินจุ แต่คุณแม่บางคนอาจจะเบื่ออาหารค่ะ
ช่วงนี้การเคลื่อนไหวของทารกถูกจำกัดมาก จนดูเหมือนไม่มีการเคลื่อนไหว คุณแม่ควรสังเกตการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอทุกวันค่ะ
** ปอดลูกจะแข็งแรงมาก มีความยาวประมาณ 20 นิ้ว หนัก 2.5-4 กิโลกรัมค่ะ
การเจ็บท้องคลอดมักยาวนานและอาจทำให้ว่าเหว่ คุณพ่อควรอยู่เป็นกำลังใจในห้องคลอดด้วย แต่หากเข้าไม่ได้ก็ควรรอยู่ใกล้ๆ บริเวณนั้น จะทำให้คุณแม่รู้สึกอบอุ่นใจ่ขึ้นค่ะ
รู้อย่างนี้แล้ว คงเป็นแนวทางให้คุณแม่ได้เตรียมพร้อมรับมือ และป้องกันอาการต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้การตั้งครรภ์ดำเนินไปได้อย่างราบรื่น และรอรับของขวัญอันล้ำค่าที่สุดของชีวิตกันค่ะ
ข้อมูลจาก : นิตยสาร รักลูก ฉบับที่ 270 เดือนกรกฎาคม

#1เพิ่งรู้นะเนี้ย ว่าแม่เราต้องลำบากขนาดนี้ รู้สึกรักแม่มากๆคราบ
n&Non 2008-01-12 12:28:50

งดรับ comment คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกชั่วคราว เพื่อตรวจสอบปัญหา Spam ครับ
ขออภัยในความไม่สะดวกด้วย

Firefox 2
แก้ปัญหาเม้นไอคอนไม่ติด ด้วย Firefox

yeenpink รับมือ เดือนที่เปลี่ยนแปลง